การแพ้ถุงยางอนามัยส่วนมากเกิดจากการแพ้ยาง (latex allergy) ส่วนน้อยเกิดจากการแพ้สารฆ่าอสุจิ (Spermicide) ถุงยางอนามัยที่มีขายในท้องตลาดส่วนมากทำจากยางธรรมชาติ ผู้ใช้มีโอกาสแพ้ถุงยางอนามัยได้ 1-3% อาการแพ้เกิดได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง หากแพ้ถุงยางอนามัยจะมีอาการคัน ระคายเคือง มีผื่นแดงขึ้นที่บริเวณอวัยวะเพศ อาการมักเกิดขึ้น 6 – 48 ชม. หลังใช้ถุงยางอนามัย
อาการแพ้ถุงยางอนามัยสามารถหายได้เอง การรับประทานยาแก้แพ้สามารถช่วยรักษาและบรรเทาอาการคันได้ ผู้ที่มีอาการแพ้ถุงยางอนามัยควรเปลี่ยนไปใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบอื่น หรือเปลี่ยนเป็นถุงยางชนิดที่ทำจากสาร polyurethane และไม่ผสมสารฆ่าอสุจิ (Spermicide)
อาการแพ้อย่างรุนแรงมีโอกาสเกิดน้อยมาก ผู้ป่วยจะมีอาการหายใจไม่ออก ความดันโลหิตต่ำ บวม คลื่นไส้อาเจียน ในกรณีนี้ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาโดยเร่งด่วน
บางครั้งอาการที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้เกิดจากการแพ้ถุงยางอนามัย แต่อาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆ เช่น การแพ้สบู่ การติดโรคทางเพศสัมพันธ์ เป็นต้น หากไม่แน่ใจควรปรึกษาแพทย์สูติ-นรีเวช
http://thaicarebody.blogspot.com
วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2554
โรคเก๊าท์
โรคเก๊าท์ เป็นโรคข้ออักเสบชนิดหนึ่ง พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง เกิดจากการตกตะกอนของกรดยูริคภายในข้อ ซึ่งกรดยูริคมาจากสารพิวรีนที่มีมากในอาหารจำพวกเครื่องในสัตว์ ถั่วเมล็ดแห้ง เป็นต้น ผู้ป่วยโรคเก๊าท์ต้องได้รับการดูแลรักษาต่อเนื่องตลอดชีวิต เพราะหากปล่อยท้ิงไว้ อาจทำให้ข้อผิดรูป พิการได้
อาการโรคเก๊าท์
http://thaicarebody.blogspot.com
อาการโรคเก๊าท์
- มีอาการปวดข้อ ข้อบวม บริเวณข้อมีลักษณะแดงร้อนและกดเจ็บ อาการปวดสามารถเกิดได้กับหลายข้อ ตำแหน่งที่พบบ่อยได้แก่ข้อนิ้วโป้งเท้า ข้อเท้า และข้อเข่า อาการปวดจะเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน อาจมีอาการไข้เล็กน้อยจนถึงไข้สูง
- อาการกำเริบแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 3-7 วัน
- เมื่อโรคดำเนินต่อไป การอักเสบที่เกิดขึ้นซ้ำๆจะทำให้ข้อบิดเบี้ยว เดินลำลากและอาจพิการได้
- อาการร่วมอื่นๆ อาจพบนิ่วในไต นิ่วในทางเดินปัสสาวะร่วมด้วย
- กินอาหารชนิดที่มีสารพิวรีนมาก เช่น สัตว์ปีก เครื่องในสัตว์
- การดื่มเหล้าและเบียร์
- ยาบางชนิด เช่น ยาลดความดันโลหิตบางตัว ทำให้กรดยูริคสูงในเลือด
- ปัจจัยกระตุ้นอื่นๆ ได้แก่ บาดเจ็บ หลังผ่าตัดใหม่ๆ ความเครียด เป็นต้น
- เจาะน้ำในข้อไปตรวจ วิธีนี้นอกจากจะเป็นวิธีการตรวจยืนยันที่ดีที่สุดแล้ว ยังช่วยวินิจฉัยแยกโรคอื่นๆได้อีกด้วย
- เจาะเลือดตรวจระดับกรดยูริคว่าสูงกว่าปกติหรือไม่
- x-ray ข้อที่มีอาการปวด เพื่อดูความผิดปกติในภาพรังสี
- ขณะโรคกำเริบ ให้กินยาตามแพทย์สั่ง
- ประคบเย็น
- ลดการใช้ข้อ หลีกเลี่ยงการลงน้ำหนักที่ข้อดังกล่าว
- กินน้ำให้เพียงพอ
- หลีกเลี่ยงการดื่มเบียร์และเหล้า
- ดื่มน้ำมากๆ
- กินยาตามแพทย์สั่ง ผู้ป่วยบางรายอาจต้องกินยาตลอดชีวิต
- หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารดังต่อไปนี้ : หัวใจไก่ ตับไก่ กึ๋นไก่ เซ่งจี้หมู ตับหมู ไต ตับอ่อน มันสมองวัว เนื้อไก่ เนื้อเป็ด ห่าน ไข่ปลา ปลาดุก ปลาไส้ตัน ปลาอินทรีย์ ปลาซาร์ดีน กุ้งชีแฮ้ หอย น้ำสกัดเนื้อ น้ำต้มกระดูก น้ำซุปต่างๆ ซุปก้อน ยีสต์ เห็ด ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง กระถิน ชะอิม กะปิ
http://thaicarebody.blogspot.com
วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2554
อาการและวิธีการป้องกันต่อ"โรคหัวใจ"
ปัจจุบันในช่วงเวลาที่เร่งด่วน การทำงานที่เคร่งเครียด การกินที่ไม่ถูกหลัก ล้วนแล้วบริโภคกันแต่ไขมัน การใช้ชีวิตสมัยใหม่เหล่านี้ อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิด “โรคหัวใจ” ได้ อัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจสามารถแบ่งออกมาด้วยกันได้หลายชนิด
- โรคหัวใจที่พิการมาแต่กำเนิด ซึ่งชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นมาตั้งแต่เกิด บางครั้งก็สามารถตรวจได้ตั้งแต่แรกคลอด แต่บางครั้งก็ไม่มีอาการใดๆเลยจนอายุมากเข้าก็มี ความผิดปกตินี้อาจเกิดขึ้นกับทุกส่วนของหัวใจ โรคนี้สามารถผ่าตัดแก้ไขได้ แต่บางครั้งก็ทำอะไรไม่ได้
- โรคลิ้นหัวใจ คล้ายๆกับโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดตรงที่อาจเป็นมาตั้งแต่เกิดหรือเป็นภายหลัง ส่วนมาที่มาของโรคนี้เกิดจากติดเชื้อคออักเสบแต่สามารถผ่าตัดแก้ไขได้
- โรคกล้ามเนื้อหัวใจ ส่วนมากที่พบบ่อยเนื่องจากความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการรักษามานาน บางส่วนก็เกิดเนื่องจากการติดเชื้อไวรัส รักษาโดยขยายหลอดเลือดหัวใจ ผ่าตัดบายพาส หรือวิธีสุดท้ายก็คือเปลี่ยนหัวใจ
- โรคหลอดเลือดหัวใจ เกิดจากหลอดเลือดผิดปกติจึงจึงทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เป็นโรคที่พบไม่บ่อย ส่วนใหญ่เกิดการอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือเชื้อวัณโรค โรคนี้ส่วนใหญ่รักษาได้ ยกเว้นกรณีที่มะเร็งแพร่กระจายมายังเยื่อหุ้มหัวใจ
- การติดเชื้อที่หัวใจ พบได้บ่อยในผู้ป่วยภูมิต้านทานต่ำ หรือ ติดยาเสพติดชนิดฉีด โดยมากเกิดจากการติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ ซึ่งจะเป็นปัญหาในการรักษา อย่างมาก
จะทำอย่างไรให้ห่างไกลโรคหัวใจ
สังเกตความผิดปกติของร่างกายเสมอๆ รวมไปถึงต้องดูแลสุขภาพของจิตใจให้ผ่องใสด้วย กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน เพื่อให้สุขภาพมีภูมิคุ้มกันและอย่าลืมอีกอย่างก็คือ หมั่นไปตรวจสุขภาพประจำปีด้วย
“ หัวใจ “ คนเราไม่เคยที่จะหยุดพัก เพราะฉะนั้นอย่าลืมดูแลรักษามันไว้ให้ดีๆ เพื่อจะได้ห่างไกลจาก โรคหัวใจ
อาการและสัญญาณอันตรายของโรคไต
คนส่วนมากจะคิดว่าโรคไต ก็คือ โรคไตวายเรื้อรังเพียงอย่างเดียวแต่แท้ที่จริงแล้วนั้นมันคือ ความผิดปกติหรือการหยุดการทำงานของไตซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว กว่าคนที่เป็นจะรู้ตัวก็ต่อเมื่อมีอาการ ถึงขั้น "ไตวายเรื้อรัง" ก็ต้องรักษาด้วยวิธีการฟอกเลือด หรือ เปลี่ยนไต ส่วนเนื้อหาที่เราจะมาพูดถึงนี้จะทำให้คนหลายคนรู้จักกับ "โรคไต" มากขึ้น เพื่อที่จะได้ดูแลตัวเองและคนในครอบครัวได้แต่ก่อนที่เราจะมารู้จักกับโรคนี้เราควรมารู้จักกับไตก่อน
ไต เป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย รูปร่างคล้ายเม็ดถั่วเหลืองมีอยู่ 2 ข้าง อยู่ที่บริเวณบั้นเอว
หน้าที่สำคัญของไต ก็คือ
- กำจัดของเสีย
- ดูดซึมและเก็บสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายไว้
- รักษาสมดุลน้ำของร่างกาย รวมถึง เกลือแร่ด้วย
- ควบคุมความดันโลหิต
- สร้างฮอร์โมน
การแยกประเภทของโรคไต
- โรคไตที่เป็นมาแต่กำเนิด
- โรคไตที่เกิดจากการอักเสบ
- โรคไตที่เกิดจากการติดเชื้อ
- โรคไตที่เกิดจากการอุดตัน
- เนื้องอกไต
- ลักษณะการใช้ชีวิต
อาการบอกเหตุของคนที่ป่วยเป็นโรคไต
- มีอาการบวม
- ปัสสาวะเป็นเลือด
- ปัสสาวะขุ่น
- ปัสสาวะเป็นฟองมาก
- ปัสสาวะบ่อยในเวลากลางคืน
- ปวดหลัง แต่อาการปวดหลังไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับโรคไตเสมอไป
- มีความดันสูง
- ซีดและอ่อนเพลีย
- คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร
- ก้อนบริเวณไต
การรักษาโดยการฟอกเลือด มีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี
1. การล้างไตทางหน้าท้อง
2. ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม
ควรทำการฟอกเลือดเมื่อไร?
- เมื่อการทำงานของสมองผิดปกติ
- เมื่อเกิดการอักเสบของเยื่อหุ้มปอด และเยื่อหุ้มหัวใจจากยูรีเมีย
- เส้นประสาทส่วนปลายมีความผิดปกติ รู้สึกชาที่ปลายมือ ปลายเท้า และแขนขาอ่อนแรง
- ภาวะน้ำเกินหรือหัวใจล้มเหลวบ่อย
- โพแทสเซียมในเลือดสูง
- มีภาวะกรดในเลือด
การรักษาโรคไตนั้นนอกจากจะรักษาด้วยยาหรือการฟอกเลือด ล้างไตแล้วนั้น การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยเรื่องการรับประทานอาหารก็ถือเป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากโรคไตส่วนใหญ่ใช้เวลารักษานาน จึงควรปฏิบัติตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดเพื่อผลการรักษาที่ดีต่อไป
http://careuhealth.blogspot.com
หรือ
www.careuhealth.co.cc
อาหารอะไรวะเนี่ย ยิ่งกินยิ่งผอม
เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าการลดน้ำหนักที่ดีที่สุดนั่นก็คือการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอส่วนตัวช่วยนั้นก็คือการรับประทานอาหารที่ช่วยเผาผลาญนั่นเอง แล้วอาหารประเภทใดบ้างล่ะที่ช่วยเผาผลาญให้เรากลับไปหุ่นสวยเหมือนเดิมได้เนี่ย ดังนั้นวันนี้ผมจึงขอแนะนำ
1.เต้าหู้ จากผลการวิจัยในสหรัฐอเมริกา พบว่าเต้าหู้แค่ 1 ช้อนโต๊ะ สามารถลดความอยากอาหารได้ถึง 42% เลยทีเดียว
2.พริก อาหารไทยส่วนใหญ่มักจะขาดไม่ได้กันเลยทีเดียวซึ่งจากการวิจัยพบว่าพริกเนี่ยมีสารแคปไซซิน(Capsaicin) ซึ่งช่วยลดความอยากอาหารได้
3.น้ำส้มสายชูวินิการ์ จากผลการวิจัยในสวีเดนระบุว่า การรับประทานน้ำส้มสายชูวินิการ์พร้อมอาหาร กรดอะซิติกในน้ำส้มสายชูจะทำให้ระบบย่อยอาหารของเราทำงานช้าลงกว่าปกติจึงรู้สึกอิ่มน้องทานยิ่งขึ้น
4.ลูกแพร เป็นสารอาหารที่มีไฟเบอร์สูงซึ่งไฟเบอร์นี้มีประโยชน์มากมายกว่าการลดน้ำหนัก และผลการวิจัยจากบราซิลยังพบว่า ผู้หญิงที่รับประทานลูกแพร์ขนาดเล็กหลังอาหารติดต่อกัน 2 เดือน จะมีน้ำหนักลดลง
5.ถั่วต่างๆที่มีลักษณะเปลือกแข็ง เช่น วอลนัต อัลมอนต์ ว่ากันว่าถั่วแค่กำมือเดียวมีแคลอรีสูงถึง 165 kcal แต่จากงานวิจัย(อีกแล้ว)พบว่า ถั่วเปลือกแข็งเหล่านี้กลับช่วยกระตุ้นร่างกายให้เผาผลาญดีขึ้นอีก 11% และลดโอกาสจะเป็นโรคหัวใจอีกด้วย
http://careuhealth.blogspot.com
หรือ
http://www.careuhealth.co.cc/
1.เต้าหู้ จากผลการวิจัยในสหรัฐอเมริกา พบว่าเต้าหู้แค่ 1 ช้อนโต๊ะ สามารถลดความอยากอาหารได้ถึง 42% เลยทีเดียว
2.พริก อาหารไทยส่วนใหญ่มักจะขาดไม่ได้กันเลยทีเดียวซึ่งจากการวิจัยพบว่าพริกเนี่ยมีสารแคปไซซิน(Capsaicin) ซึ่งช่วยลดความอยากอาหารได้
3.น้ำส้มสายชูวินิการ์ จากผลการวิจัยในสวีเดนระบุว่า การรับประทานน้ำส้มสายชูวินิการ์พร้อมอาหาร กรดอะซิติกในน้ำส้มสายชูจะทำให้ระบบย่อยอาหารของเราทำงานช้าลงกว่าปกติจึงรู้สึกอิ่มน้องทานยิ่งขึ้น
4.ลูกแพร เป็นสารอาหารที่มีไฟเบอร์สูงซึ่งไฟเบอร์นี้มีประโยชน์มากมายกว่าการลดน้ำหนัก และผลการวิจัยจากบราซิลยังพบว่า ผู้หญิงที่รับประทานลูกแพร์ขนาดเล็กหลังอาหารติดต่อกัน 2 เดือน จะมีน้ำหนักลดลง
5.ถั่วต่างๆที่มีลักษณะเปลือกแข็ง เช่น วอลนัต อัลมอนต์ ว่ากันว่าถั่วแค่กำมือเดียวมีแคลอรีสูงถึง 165 kcal แต่จากงานวิจัย(อีกแล้ว)พบว่า ถั่วเปลือกแข็งเหล่านี้กลับช่วยกระตุ้นร่างกายให้เผาผลาญดีขึ้นอีก 11% และลดโอกาสจะเป็นโรคหัวใจอีกด้วย
http://careuhealth.blogspot.com
หรือ
http://www.careuhealth.co.cc/
20 วิธีลดน้ำหนักด้วยตนเองง่ายๆสไตล์คนไม่ค่อยมีเวลา
20 วิธีลดน้ำหนักด้วยตนเองง่ายๆสไตล์คนไม่ค่อยมีเวลา

สิ่งที่ผมจะนำเสนอต่อไปนี้เป็นวิธีที่เราๆท่านๆก็ทราบกันดีอยู่แล้วแต่บ่อยครั้งมักจะละเลยกันไป ตอนนี้ได้เวลาแล้วที่เราจะมาปฏิบัติสิ่งเหล่านี้อย่างเคร่งครัดตามสไตล์คนไม่ค่อยมีเวลา
1.ทานอาหารให้อิ่มพอดีอย่าให้อึดอัด ว่ากันว่ากระเพาะเรา 100% นั้น ทานเพียง 90% ก็เพียงพอ
2.ดื่มน้ำก่อนรับประทานอาหาร ปริมาณน้ำที่เข้าสู่ร่างกายจะช่วยทำให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น การดื่มน้ำนี้รวมถึงการดื่มน้ำก่อนรับประทานขนมและของว่างต่างๆด้วย
3.งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เพราะสิ่งเหล่านี้นอกจากจะบั่นทอนสุขภาพแล้วยังเป็นสาเหตุโดยตรงของน้ำหนักที่พุ่งพรวดขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากแอลกอฮอล์ชนิดต่างๆแล้ว อาหารจำพวกแป้งก็ควรจะต้องงดเว้นด้วยเช่นกัน
4.อย่าหาสิ่งของมาใส่ตู้เย็นนัก เพราะการที่ตู้เย็นมีของกินอยู่มากมักจะทำให้เจ้าของต้องหยิบฉวยมาบริโภคอย่างเมามันส์จนเป็นสาเหตุของน้ำหนักที่สูงเกินความต้องการ
5.รับประทานอาหารเช้าซะ หลายคนคิดว่าการงดทานอาหารเช้าจะเป็นการลดความอ้วนที่ดีแต่ว่าล่าสุดได้มีการวิจัยแล้วว่า คนที่ทานอาหารเช้าจะเสี่ยงต่อภาวะโรคอ้วนได้น้อยกว่าคนที่ไม่ทานอาหารเช้า
6.นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยอีกว่าการฟังเพลงช้าขณะอยากรับประทานอาหารเปรียบเสมือนได้รับประทานอาหาร ดังนั้นควรหาดนตรีเพราะๆช้าๆมาฟังตอนรับประทานอาหารด้วยก็ดีนะ
7.นำเสื้อผ้าที่เคยใส่ได้เมื่อวันวาน(ตอนหุ่นดีกว่านี้)มาวางไว้ให้สะดุดตาทุกวันจะเป็นการย้ำเตือนให้ต่อสู้กับน้ำหนักส่วนเกิน
8.ยังมีงานวิจัยอีกว่า เมื่อดื่มน้ำขิงหรือชาเขียว หนึ่งถ้วนในห้องแอร์เย็นๆเปรียบเสมือนทานข้าวไปแล้วสองจาน ดังนั้นคงไม่ต้องบอกต่อนะครับว่าต้องทำอย่างไร
9.นอนหลับพักผ่อนเยอะๆ งานวิจัย(อีกแล้ว)พบว่าการนอนหลับพักผ่อนช่วยให้ระบบเผาผลาญในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น
10.ช้อปปิ้งเฉพาะรายการที่จดไว้ทุกครั้ง แต่ต้องจดเฉพาะรายการที่จำเป็นนะตัดของกินเพิ่มแคลลอรี่ต่างๆไว้ก่อนเลยเพราะ การช้อปแบบไปหาเอาดาบหน้ามักจะนำพาอาหารเพิ่มไขมันเข้าบ้านเสมอ
11.อย่านอนดึก เพราะ จะทำให้อยากทานของจุกจิกต่างๆได้
12.ลองเปลี่ยนการทานขนมและของจุกจิกเป็นอมลูกอมแทน เพราะลูกอมมีแคลอรีเพียง 20 แคลอรี ซึ่งต่ำกว่าและพอให้ช่วยหายหิวไปได้สักพัก
13.ดื่มชาเขียวก็ดีนะ เพราะชาเขียวช่วยเผาผลาญแคลอรีในร่างกายได้
14.ไม่ทานอาหารขณะทำกินกรรมอื่น ไม่ว่าจะ ดูโทรทัศน์ อ่านหนังสือพิมพ์ หรืออื่นๆ ควรนั่งทานบนโต๊ะอาหาร
15.เดินเล่นสัก 20 นาที สำหรับคนไม่ค่อยมีเวลา สัก 20 นาที คงไม่มากไปมั้ง โดยควรเลือกสถานที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์
16.งดขึ้นลิฟท์โดยใช้บันไดแทน ถ้าจำเป็นจริงๆก็ควรจะกดลิฟท์ให้ถึงก่อนชั้นนั้นสักชั้นสองชั้นแล้วเดินขึ้นไปแทนสักหน่อย
17.ถ้าอยู่ในรถยนต์คนเดียว(รถส่วนตัวนะ)เปิดเพลงแดนซ์มันส์ๆทั้งร้องแล้วโยกให้สุดเหวี่ยงไปเลย
18.ใส่ถุงเท้าสบายๆแล้วโลดแล่นทั่วบ้านไปเลยเหมือนเล่นสเก็ตอะ แค่ 10 นาที ก็เผาผลาญแคลอรีได้ถึง 150 แคลฯเชียวนะ (อันนี้ออกแนวบ้าหนัก)
19.หาคลิปหรือวีดีโอการออกกำลังกายมาสักชุด เปิดมันแล้วก็ออกสเต็ปตามไปเลย
20.วิธีที่ง่ายที่สุด ทำงานบ้านเยอะๆ อะไรที่ทำได้ทำเองให้หมดเลย ง่ายๆแค่นี้ก็ช่วยเผาผลาญแคลอรีและกระชับสัดส่วนให้สวยงามแล้วล่ะ
http://careuhealth.blogspot.com
หรือ
http://www.careuhealth.co.cc/
1.ทานอาหารให้อิ่มพอดีอย่าให้อึดอัด ว่ากันว่ากระเพาะเรา 100% นั้น ทานเพียง 90% ก็เพียงพอ
2.ดื่มน้ำก่อนรับประทานอาหาร ปริมาณน้ำที่เข้าสู่ร่างกายจะช่วยทำให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น การดื่มน้ำนี้รวมถึงการดื่มน้ำก่อนรับประทานขนมและของว่างต่างๆด้วย
3.งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เพราะสิ่งเหล่านี้นอกจากจะบั่นทอนสุขภาพแล้วยังเป็นสาเหตุโดยตรงของน้ำหนักที่พุ่งพรวดขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากแอลกอฮอล์ชนิดต่างๆแล้ว อาหารจำพวกแป้งก็ควรจะต้องงดเว้นด้วยเช่นกัน
4.อย่าหาสิ่งของมาใส่ตู้เย็นนัก เพราะการที่ตู้เย็นมีของกินอยู่มากมักจะทำให้เจ้าของต้องหยิบฉวยมาบริโภคอย่างเมามันส์จนเป็นสาเหตุของน้ำหนักที่สูงเกินความต้องการ
5.รับประทานอาหารเช้าซะ หลายคนคิดว่าการงดทานอาหารเช้าจะเป็นการลดความอ้วนที่ดีแต่ว่าล่าสุดได้มีการวิจัยแล้วว่า คนที่ทานอาหารเช้าจะเสี่ยงต่อภาวะโรคอ้วนได้น้อยกว่าคนที่ไม่ทานอาหารเช้า
6.นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยอีกว่าการฟังเพลงช้าขณะอยากรับประทานอาหารเปรียบเสมือนได้รับประทานอาหาร ดังนั้นควรหาดนตรีเพราะๆช้าๆมาฟังตอนรับประทานอาหารด้วยก็ดีนะ
7.นำเสื้อผ้าที่เคยใส่ได้เมื่อวันวาน(ตอนหุ่นดีกว่านี้)มาวางไว้ให้สะดุดตาทุกวันจะเป็นการย้ำเตือนให้ต่อสู้กับน้ำหนักส่วนเกิน
8.ยังมีงานวิจัยอีกว่า เมื่อดื่มน้ำขิงหรือชาเขียว หนึ่งถ้วนในห้องแอร์เย็นๆเปรียบเสมือนทานข้าวไปแล้วสองจาน ดังนั้นคงไม่ต้องบอกต่อนะครับว่าต้องทำอย่างไร
9.นอนหลับพักผ่อนเยอะๆ งานวิจัย(อีกแล้ว)พบว่าการนอนหลับพักผ่อนช่วยให้ระบบเผาผลาญในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น
10.ช้อปปิ้งเฉพาะรายการที่จดไว้ทุกครั้ง แต่ต้องจดเฉพาะรายการที่จำเป็นนะตัดของกินเพิ่มแคลลอรี่ต่างๆไว้ก่อนเลยเพราะ การช้อปแบบไปหาเอาดาบหน้ามักจะนำพาอาหารเพิ่มไขมันเข้าบ้านเสมอ
11.อย่านอนดึก เพราะ จะทำให้อยากทานของจุกจิกต่างๆได้
12.ลองเปลี่ยนการทานขนมและของจุกจิกเป็นอมลูกอมแทน เพราะลูกอมมีแคลอรีเพียง 20 แคลอรี ซึ่งต่ำกว่าและพอให้ช่วยหายหิวไปได้สักพัก
13.ดื่มชาเขียวก็ดีนะ เพราะชาเขียวช่วยเผาผลาญแคลอรีในร่างกายได้
14.ไม่ทานอาหารขณะทำกินกรรมอื่น ไม่ว่าจะ ดูโทรทัศน์ อ่านหนังสือพิมพ์ หรืออื่นๆ ควรนั่งทานบนโต๊ะอาหาร
15.เดินเล่นสัก 20 นาที สำหรับคนไม่ค่อยมีเวลา สัก 20 นาที คงไม่มากไปมั้ง โดยควรเลือกสถานที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์
16.งดขึ้นลิฟท์โดยใช้บันไดแทน ถ้าจำเป็นจริงๆก็ควรจะกดลิฟท์ให้ถึงก่อนชั้นนั้นสักชั้นสองชั้นแล้วเดินขึ้นไปแทนสักหน่อย
17.ถ้าอยู่ในรถยนต์คนเดียว(รถส่วนตัวนะ)เปิดเพลงแดนซ์มันส์ๆทั้งร้องแล้วโยกให้สุดเหวี่ยงไปเลย
18.ใส่ถุงเท้าสบายๆแล้วโลดแล่นทั่วบ้านไปเลยเหมือนเล่นสเก็ตอะ แค่ 10 นาที ก็เผาผลาญแคลอรีได้ถึง 150 แคลฯเชียวนะ (อันนี้ออกแนวบ้าหนัก)
19.หาคลิปหรือวีดีโอการออกกำลังกายมาสักชุด เปิดมันแล้วก็ออกสเต็ปตามไปเลย
20.วิธีที่ง่ายที่สุด ทำงานบ้านเยอะๆ อะไรที่ทำได้ทำเองให้หมดเลย ง่ายๆแค่นี้ก็ช่วยเผาผลาญแคลอรีและกระชับสัดส่วนให้สวยงามแล้วล่ะ
http://careuhealth.blogspot.com
หรือ
http://www.careuhealth.co.cc/
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)