หน้าเว็บ

วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

10 กลยุทธ์ช่วยเผาผลาญพลังงานในร่างกาย


 


การเผาผลาญพลังงานของร่างกายหรือที่เรียกว่าเมตาบอลิซึ่ม (metabolism) ทำให้ร่างกายใช้พลังงานจากอาหารที่ได้รับประทานเข้าไปในแต่ละมื้อส่งผลต่อการสลายไขมันส่วนเกินตามร่างกาย และยังทำให้กระหายน้ำมากขึ้นและเมื่อดื่มน้ำ น้ำที่ดื่มจะช่วยขับพิษ การขับถ่ายและการย่อยอาหาร และต่อจากนี้กระผมจะขอกล่าวถึง 10 วิธี ที่จะช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานง่ายๆให้ได้ไปใช้กันครับ   

1.สร้างกล้ามเนื้อ(เรียบ)
กล้ามเนื้อเรียบก็คือกล้ามเนื้อที่อยู่ด้านในร่างกายที่สมองไม่มีอำนาจสั่งการนั่นเอง ซึ่งสร้างได้ง่ายๆจากการออกกำลังกายเช่น ยกดัมเบลล์ อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง หรือวิ่ง เพียงเท่านี้ก็จะช่วยเพิ่มอัตราเมตาบอลิซึ่มในกับร่างกายได้แล้ว ซึ่งอัตราเมตาบอลิซึ่มจะอยู่ในระดับที่สูงสุดไม่ใช่ช่วงที่ยกดัมเบลล์แต่เป็นหลังจากช่วงเวลาดังกล่าว 2-3 ชั่วโมง

2.ขยับร่างกาย
การขยับร่างกายนี้ก็เหมือนกับการออกกำลังกายนั่นเองซึ่งต้องกระทำเป็นประจำสม่ำเสมอแต่ไม่ต้องใช้เวลามากมายนักเพียงอย่างน้อย 30 นาที-1 ชั่วโมง ซึ่งการออกกำลังกายที่ว่านี้ก็มีหลากหลายไปหมดไม่ว่าจะออกกำลังกายแบบใดก็ล้วนเพิ่มอัตราเมตาบอลิซึ่มได้ทั้งนั้น

3.รับประทาน              
หลายๆคนเข้าใจผิดว่าการอดอาหารนั้นจะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้ดีกว่ารับประทานอาหารตามปกติซึ่งความคิดเหล่านั้นไม่ถูกต้องซะทีเดียว เพราะการอดอาหารทำให้กล้ามเนื้อและร่างกายอ่อนล้า การเผาผลาญก็จะน้อยลง วิธีที่ดีที่สุดจึงเป็นการรับประทานนั่นเองแต่จะเผาผลาญให้ดีก็ควรจะรับประทานอาหารเป็นมือเล็กๆ 4-5 มื้อ เพื่อให้ร่างกายเผาผลาญได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น

4.ห่างไกลน้ำตาล
น้ำตาลที่เกินความต้องการของร่างกายจะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันนั่นเองซึ่งคงไม่ต้องบอกว่าไขมันจะมีผลอย่างไรต่อร่างกายของเรา ดังนั้นควรห่างไกลน้ำตาลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

5.รับประทานอาหารเช้าเป็นประจำ
ความคิดว่าการงดรับประทานอาหารเช้าจะช่วยลดน้ำหนักได้นั้นผิดโดยสิ้นเชิง เพราะความจริงแล้วผู้ที่รับประทานอาหารเช้าจะหุ่นดีกว่าคนที่อดอาหารเช้าเสียอีกเพราะอาหารเช้าช่วยในการเร่งอัตราเมตาบอลิซึ่มของร่างกายเป็น 2 เท่า อีกทั้งการรับประทานอาหารเช้านั้นช่วยให้การทำกิจกรรมตลอดวันเป็นไปโดยราบรื่นเพราะมีพลังงานนั่นเอง

6.รับประทานอาหารรสเผ็ดร้อน
อาหารประเภทนี้คงหาไม่ยากในประเทศไทยเรานี้ ที่มีอาหารรสจัดเต็มไปหมด แต่ห้ามรับประทานจนลิ้นชา หน้าแดงหรือน้ำตาไหล เพราะจะทำให้เป็นอันตราต่อกระเพาะและลำไส้ได้

7.ดื่มชาเขียว
ชาเขียวที่ว่านี้ต้องเป็นชาเขียวแท้นะครับ เพราะชาเขียวแท้ๆนี้จะช่วยเร่งอัตราเมตาบอลิซึ่มของร่างกายได้ดีและปลอดภัยกว่าเครื่องดื่มประเภทกาแฟที่สำคัญปัจจุบันมีหลากหลายยี่ห้อและหาซื้อได้ง่าย

8.ดื่มน้ำมากๆ
น้ำสามารถช่วยขับสารพิษที่ร่างกายเผาผลาญแล้วได้ อีกทั้งน้ำเย็นๆยังมีผลต่อการกระตุ้นอัตราเมตาบอลิซึ่มให้สูงขึ้นอีกด้วย นอกจากน้ำเปล่าจะช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญของร่างกายแล้วยังช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใสสวยงามอีกด้วย อย่าลืมดื่มน้ำกันเยอะๆล่ะ

9.ห้ามเครียด
ความเครียดนี่สำคัญเป็นอย่างมาก เพราะภาวะเครียดนั้นนอกจากจะทำร้ายจิตใจแล้วยังทำร้ายร่างกายอีกด้วย เพราะความเครียดทำให้ฮอร์โมนคอร์ติซอลไปทำให้อัตราเมทาบอลิซึ่มทำงานช้าลงเป็นที่มาของโรคอ้วนนั่นเอง

10.พักผ่อนให้เพียงพอ
การพักผ่อนหรือการนอนหลับอย่างเพียงพอนี้จะทำให้กล้ามเนื้อเรียบในร่างกายทำงานเผาผลาญแคลอรี่ได้ดีในชั่วโมงหลังๆหลังจากหลับสนิทเต็มที่ ซึ่งร่างกายคนเราต้องการเวลาพักผ่อนอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง

และนี่ก็คือ 10 วิธีง่ายๆที่จะช่วยเผาผลาญพลังงานในร่างกาย


http://careuhealth.blogspot.com
หรือ
http://www.careuhealth.co.cc/

วันอาทิตย์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

"ไมเกรน" อาการและการบรรเทา



อาการ

1.ปวดศีรษะแบบตุบๆบริเวณขมับหรือบริเวณเบ้าเตาเหมือนหัวใจเต้นตุบๆ อาจจะปวดข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้

2.ปวดศีรษะรุนแรงจนมีผลต่อการดำเนินกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวัน (4-72 ชั่วโมง) อาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย

3.เบื่ออาหาร

4.มักจะเกิดอาการปวดศีรษะเมื่อเจอกับสิ่งกระตุ้นต่างๆ อาทิ แสงแดด เสียงดัง


5.มีอาการนำเรียกว่า Aura ซึ่งจะเห็นแสงแวบ แสงจ้า ตาพร่ามัว และมีอาการชา


วิธีการบรรเทา


1.นำน้ำแข็งหรือกระเป๋าน้ำแข็งปะคบบริเวณศีรษะ เพื่อให้เส้นเลือดหดตัวลงบรรเทาอาการปวดของศีรษะ

2.นอนพักผ่อนในบริเวณที่เงียบและไม่มีแสง

3.นวดด้วยกลิ่นหอมๆจะช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย อาการไมเกรนก็จะบรรเทาลง

4.บันทึกรายละเอียดของอาการที่เกิดขึ้น เช่น ช่วงเวลา ระยะเวลาที่เกิดอาการปวดศีรษะ หรืออาการอื่นที่ร่วมด้วย ปัจจัยกระตุ้นต่างๆ และหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านั้น

5.สังเกตอาการก่อนเริ่มมีอาการปวดศีรษะ เช่น อ่อนเพลีย แสง เสียง

6.งดอาหารที่เป็นสาเหตุ

7.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

8.รับประทานอาหารจำพวกปลาเยอะๆเพราะปลามีสารอาหารประเภท Omega-3 ซึ่งช่วยลดอาการไมเกรนได้


9.ออกกำลังกายเป็นประจำ

10.หากมีอาการเกิดขึ้นบ่อยๆให้พกยาติดตัวไปด้วยเสมอ




http://careuhealth.blogspot.com
หรือ
http://www.careuhealth.co.cc/

โรคหอบหืด โรคภัยที่ใกล้ตัว

พบคนไทยป่วยโรคหอบหืดกว่า 10-13%

            ชื่อโรคนี้เรียกตามอาการของคนไข้ อาการหอบหืดเกิดจากการหดตัวหรือตีบตันของช่องทางเดินหายใจส่วนหลอดลม ทำให้อากาศเข้าสู่ปอดน้อยลง ปัจจัยที่ทำให้เกิดการตีบตันของหลอดลม คือ

การหดตัวของกล้ามเนื้อรอบ ๆ หลอดลม
การบวมอักเสบของเยื่อบุภายในหลอดลม
เสมหะจำนวนมากที่คั่งค้างอยู่ภายในหลอดลม

           การหดตัวของกล้ามเนื้อรอบ ๆ หลอดลมแท้จริงแล้วเป็นผลจากอักเสบของเยื่อบุหลอดลม การอักเสบส่วนใหญ่จะเป็นการอักเสบเรื้อรังเกิดจากภาวะที่มีการตอบสนองรุนแรงเกินเหตุ

           โรคนี้ต่างกับโรคอื่น ๆ คนไข้บางคนเป็นน้อย บางคนเป็นมาก อาจเสียชีวิตได้ ภาวะที่กระตุ้นให้โรคกำเริบก็ต่างกันในแต่ละคนไข้ ตัวอย่างของภาวะหรือสิ่งที่กระตุ้นให้โรคกำเริบ คือ การหายใจเอาสารที่แพ้เข้าไปในหลอดลม ภาวะติดเชื้อ โพรงจมูกักเสบ กลิ่นน้ำหอม ยาฆ่าแมลง กลิ่นอับ กลิ่นท่อไอเสีย กลิ่นบุหรี่ ภาวะอากาศเปลี่ยน การออกกำลังกาย โรคทางเดินอาหารบางโรค ภาวะแพ้ยา สารสี สารเคมีต่าง ๆ  และภาวะเครียด ในเด็กที่เป็นโรคหอบหืดส่วนใหญ่สองในสามจะมีภาวะภูมิแพ้ด้วย แต่ในผู้ใหญ่ต่างกันที่ส่วนใหญ่จะไม่มีภาวะภูมิแพ้ ความเข้าใจผิดคือ ความเข้าในที่ว่าโรคหอบหืดเป็นผลจากภาวะภูมิแพ้เสมอไป โรคนี้คนเป็นกันมาก ตามสถิติแล้วประมาณ 10-13% ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ในเด็กชายเป็นมากกว่าเด็กหญิงเล็กน้อย

           การวินิจฉัยโรคหอบหืดในเด็กทั่วไปแล้วจะยากกว่าผู้ใหญ่ เพราะเด็กจำนวนไม่น้อยมีอาการอื่นร่วมด้วย เด็กบางคนไม่มีอาการหอบเลยก็ได้ ส่วนใหญ่ประวัติการเจ็บป่วยของเด็กจะไม่ค่อยสมบูรณ์เพราะข้อมูลได้มาจากแม่เด็ก พี่เลี้ยง ครูที่โรงเรียน หรือตัวเด็กเอง อาการสำคัญคือ ไอตอนเช้า กลางคืนตอนดึก ไอเวลาวิ่งเล่น หรือหลังวิ่งเล่น คัดจมูก น้ำมูกไหลร่วมด้วย ในเด็กเล็กที่หอบจากมีสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่โรคหอบหืด เช่น โรคหัวใจ โรคติดเชื้อในปอด สารแปลกปลอม ถั่ว ข้าวโพดคั่วติดในหลอดลม หรือโรคทางเดินอาหารบางชนิด

           การติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ เป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้โรคหอบหืดกำเริบ ส่วนใหญ่ของเชื้อจะเป็นไวรัสที่ติดมาจากโรงเรียน หรือที่ชุมชน เด็กจำนวนมากที่แพ้สารต่าง ๆ เช่น ไรฝุ่น เชื้อรา แมลงสาบ และอื่น ๆ จำเป็นที่จะต้องตรวจสอบให้แน่นอน

           การรักษาโรคหอบหืดจะต่างกันในคนไข้แต่ละคน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค อายุคนไข้ และภาวะที่เกิดร่วมกับโรคหอบหืด เช่น ภาวะภูมิแพ้ หรือโพรงจมูกอักเสบเรื้อรัง

โดยทั่ว ๆ ไป แนวทางรักษาที่ยอมรับโดยผู้เชี่ยวชาญมีอยู่ 4 ข้อดังนี้

แนะนำให้ใช้การตรวจสอบสมรรถภาพของปอด เพื่อบ่งชี้ความรุนแรงของโรค และเพื่อติดตามวัดผลการรักษา

การใช้ยาเพื่อลดการอักเสบ หรือป้องกันการอักเสบอขงเยื่อบุหลอดลมร่วมกับการใช้ยา เพื่อคลายกล้ามเนื้อรอบหลอดลมที่หดตัว

การควบคุมภาวะแวดล้อมต่าง ๆ โดยเฉพาะในคนไข้ที่มีภาวะภูมิแพ้ร่วมด้วย รวมถึงการรักษาเฉพาะเจาะจงในภาวะภูมิแพ้

ต้องให้ความรู้คนไข้ และครอบครัวเกี่ยวกับโรคหอบหืด และการปฏิบัติตน เช่น เลิกสูบบุหรี่ วิธีการออกกำลังกาย และวิธีใช้ยาที่ถูกต้อง

           การรักษาอย่างต่อเนื่องสำคัญที่สุดในโรคหอบหืด คนไข้ส่วนใหญ่ หรือแพทย์ส่วนใหญ่จะมองข้ามจุดสำคัญนี้ ทำให้ผลการรักษาไม่เป็นที่พึงพอใจของทั้งสองฝ่าย คนไข้ก็ว่าไม่หายซักที หมอก็ว่าคนไข้ไม่รู้เรื่องไม่ทำตามสั่ง

ผลการรักษาที่ควรเกิดขึ้นมีดังนี้

สมรรถภาพปอดดีขึ้น
คนไข้สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามปกติ หรือเกือบปกติ รวมทั้งการออกกำลังกาย
อาการเรื้อรังที่น่าเบื่อหน่วยสำหรับคนไข้สิ้นสลายไปอาการ เช่น ไอ หายใจขัด แน่นหน้าอก
ป้องกันการกำเริบของโรคได้
ผลข้างเคียงจากยาควรจะไม่มี หรือมีน้อยที่สุด

          ความเข้าใจที่สำคัญมาก คือ การอักเสบของเยื่อบุหลอดลมในโรคหอบหืดนี้เป็นการอักเสบอย่างเรื้อรัง ต่อเนื่องที่กำเริบได้เป็นระยะ แม้เวลาที่คนไข้รู้สึกดี ไม่มีอาการไอ หรือหอบ ภาวะการอักเสบนี้ยังคงอยู่ตลอดเวลา

ยาหลักที่ใช้ในการรักษา

ยาต้านการอักเสบ

ยาสเตียรอยด์ เป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษาโรคหอบหืดสำหรับผู้ป่วยเด็ก และผู้ใหญ่ ยานี้มีทั้งรูปแบบยาเม็ดสำหรับรับประทาน และรูปแบบพ่นเข้าสู่หลอดลมโดยตรง อย่างไรก็ตามยาในรูปแบบพ่นถือได้ว่าเป็นยาหลักที่ใช้ในการรักษาของคนไข้หอบหืดเรื้อรัง และมีความปลอดภัยสูง เพราะปริมาณยาที่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายน้อย ซึ่งในปัจจุบันยังไม่พบผลข้างเคียงรุนแรงใด ๆ จากการใช้ยานี้ ส่วนยาในรูปแบบรับประทานจะใช้รับประทาน เมื่อมีอาการกำเริบอย่างรุนแรงหรือไม่สามารถจะพ่นยาได้ และจะใช้ในระยะสั้น ๆ เท่านั้น คือ ประมาณ 1-2 สัปดาห์ แต่หากรับประทานติดต่อกันเป็นระยะเวลานานอาจพบผลข้างเคียงขึ้นได้เช่น น้ำหนักตัวเพิ่ม ความดันโลหิตสูง ตาเป็นต้อ กระดูกผุ กล้ามเนื้ออ่อนแรง และบวมตามที่ต่าง ๆ

โครโมลิน และนิโดโครมิล เป็นยาพ่นที่มีประสิทธิภาพในการป้องกัน และลดการอักเสบที่จะเกิดขึ้นจากการออกกำลังกาย หรืออากาศเปลี่ยน
อื่น ๆ

ยาขยายหลอดลม

            ยาประเภทนี้จะช่วยขยาย หรือคลายกล้ามเนื้อรอบ ๆ หลอดลมที่หดเกร็งตัว

ยากลุ่มเบต้าอะโกนิส ที่ใช้แพร่หลายคือยาพ่นแบบน้ำ และแบบผง อีกทั้งยังมียาเม็ด และยาน้ำในรูปแบบรับประทาน รวมทั้งรูปแบบที่ใช้กับเครื่องปั๊ม ยากลุ่มนี้มีประสิทธิภาพในการขยายหลอดลมสูง นิยมใช้ในคนไข้ที่มีอาการกำเริบเฉียบพลัน แต่ไม่ควรใช้ติดต่อเป็นระยะเวลานาน เพราะอาจทำให้อาการแย่ลงในภายหลัง เพราะไม่มีฤทธิ์ลดการอักเสบซึ่งเป็นสาเหตุที่แท้จริงของโรคหอบหืด
ยากลุ่มแซนทีน ยากลุ่มนี้มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ และขยายหลอดลมสำหรับใช้ในคนไข้หอบหืดเรื้อรัง ในปัจจุบันจะพบได้ทั้งยาฉีดยาน้ำ และยาเม็ด ทั้งรูปแบบธรรมดา และออกฤทธิ์เนิ่นเพื่อเพิ่มความสะดวกในการรับประทาน ผลข้างเคียงพบได้น้อย มีความปลอดภัยสูง

http://thaicarebody.blogspot.com

วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เคล็ดลับการหลับอย่างสบายตลอดคืน

Progressive Muscle Relaxation

          1.นอนหงายบนพื้นหรือโซฟาที่ไม่ได้อยู่ในห้องนอน

          2.เริ่มต้นด้วยการเกร็งนิ้วเท้าประมาณ 10 วินาที โดยที่ร่างกายส่วนอื่นยังผ่อนคลายอยู่ จากนั้นก็คลายเกร็งที่นิ้วเท้า แล้วมาเกร็งที่น่องตัวขา สะโพก ท้องน้อย หน้าท้อง หน้าอก ต้นแขน ไหล่ คอ และใบหน้าตามลำดับ

          3.ไม่ต้องรีบ ค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป หากยังไม่ผ่อนคลายก็ให้ทำซ้ำใหม่อีกรอบ หลังจากที่กล้ามเนื้อเกร็งแล้ว มันจะต้องการการพักผ่อน แล้วคุณก็จะนอนหลับในที่สุด

Abdominal Breathing

          การหายใจเป็นจังหวะเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ร่างกายได้ผ่อนคลาย วิธีการนี้ง่ายมาก แต่ต้องการการฝึกฝนหน่อยถ้าจะทำให้ถูกต้องจริง ๆ

          1.นอนหงาย หายใจปกติ วางมือไว้ที่ท้องน้อย

          2.สูดหายใจเข้าลึก ๆ จนรู้สึกว่าท้องน้อยป่องขึ้นแล้วหยุดลมหายใจสัก 2-3 วินาที

          3.ค่อย ๆ หายใจออก มีสมาธิกับจังหวะหายใจเข้า-ออก และท้องน้อย อย่ารีบ ทำซ้ำเช่นนี้ 8-10 รอบ

Visualization

          จินตนาการว่าคุณอยู่ในที่ที่ชื่นชอบที่สุด อาจเป็นริมชายหาดที่เท้าของคุณกำลังเล่นอยู่กับคลื่นและเม็ดทราย หรือนึกภาพเวลาที่คุณทำกิจกรรมผ่อนคลาย อย่างเช่น วาดรูป ทำอาหาร ปืนเขา จูงสุนัข หรือแม้แต่ช้อปปิ้ง

          การจินตนาการเช่นนี้เป็นการใช้ความคิดของเรา เพื่อบอกให้จิตใจสงบลงแทนที่จะหมกมุ่นกับความวิตกกังวล หรือความเครียด ในขณะที่คุณกำลังล้มตัวถึงหมอนให้หลับตา และนึกภาพว่าคุณไปสถานที่นั้นจริง ๆ รับรองได้ว่าคุณจะไม่รู้ตัวเลยว่าหลับไปตอนไหน


http://thaicarebody.blogspot.com

ภาวะ"โรคเบาหวาน"และการดูแลตนเอง

        โรคเบาหวาน ถือเป็นปัญหาสุขภาพยอดฮิตที่เรามักจะได้ยินกันอยู่บ่อยๆ เนื่องจากคนไทยป่วยด้วย โรคเบาหวาน นี้มากถึง 2-3 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดย โรคเบาหวาน จัดอยู่ในอันดับที่ 5 ของโรคที่คุกคามคนไทย พบได้ในทุกช่วงวัย อย่างไรก็ตาม มีคนอีกจำนวนมากที่ป่วยด้วย โรคเบาหวาน แต่ไม่รู้ตัว ทำให้ละเลยการดูแลสุขภาพอย่างถูกวิธี ซึ่งนั่นหมายความว่าผู้ป่วยได้ปล่อยให้โรคลุกลามจนอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้  ดังนั้น วันนี้ลองมาสำรวจดูว่าคุณอยู่ในข่ายเสี่ยง โรคเบาหวาน หรือไม่ พร้อมๆ กับทำความเข้าใจ โรคเบาหวาน นี้อย่างถูกต้องกันค่ะ

        โรคเบาหวาน (Diabetes Millitus) เกิดจากตับอ่อนสร้าง "ฮอร์โมนอินซูลิน" (Insulin) ได้น้อย หรือไม่ได้เลย ฮอร์โมนชนิดนี้มีหน้าที่คอยช่วยให้ร่างกายเผาผลาญน้ำตาลมาใช้เป็นพลังงาน เมื่ออินซูลินในร่างกายไม่พอ น้ำตาลก็ไม่ถูกนำไปใช้ ทำให้เกิดการคั่งของน้ำตาลในเลือดและอวัยวะต่างๆ เมื่อน้ำตาลคั่งในเลือดมากๆ ก็จะถูกไตกรองออกมาในปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะหวานหรือมีมดขึ้นได้ จึงเรียกว่า "เบาหวาน" นั่นเอง

        ทั้งนี้ โรคเบาหวาน เป็นโรคเรื้อรังที่ไม่หายขาด และเป็นโรคทางพันธุกรรม โดยพ่อแม่ที่เป็นเบาหวานมีโอกาสถ่ายทอดไปยังลูกหลานได้ นอกจากพันธุกรรมแล้ว สิ่งแวดล้อม วิธีการดำเนินชีวิต การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย ก็มีส่วนสำคัญต่อการเกิดเบาหวานด้วย เช่น อ้วนเกินไป (หรือกินหวานมากๆ จนอ้วน ก็อาจเป็นเบาหวานได้) มีลูกดก หรือเกิดจากการใช้ยา เช่น สเตอรอยด์ ยาขับปัสสาวะ, ยาเม็ดคุมกำเนิด หรืออาจพบร่วมกับโรคอื่นๆ เช่น ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง, มะเร็งของตับอ่อน, ตับแข็งระยะสุดท้าย เป็นต้น

        ลักษณะโดยทั่วไปของผู้ป่วย โรคเบาหวาน จะมีอาการปัสสาวะบ่อยและมาก เนื่องจากน้ำตาลที่ออกมาทางไตจะดึงเอาน้ำจากเลือดออกมาด้วย จึงทำให้มีปัสสาวะมากกว่าปกติ เมื่อถ่ายปัสสาวะมาก ก็ทำให้รู้สึกกระหายน้ำ ต้องคอยดื่มน้ำบ่อยๆ และด้วยความที่ผู้ป่วยไม่สามารถนำน้ำตาลมาเผาผลาญเป็นพลังงาน จึงหันมาเผาผลาญกล้ามเนื้อและไขมันแทน ทำให้ร่างกายผ่ายผอม ไม่มีไขมัน กล้ามเนื้อฝ่อลีบ อ่อนเปลี้ย เพลียแรง นอกจากนี้ การมีน้ำตาลคั่งอยู่ในอวัยวะต่างๆ จึงทำให้อวัยวะต่างๆ เกิดความผิดปกติ และนำมาซึ่งภาวะแทรกซ้อนมากมาย

ประเภทของ โรคเบาหวาน

        โรคเบาหวาน สามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ ซึ่งทั้ง 2 ชนิดนี้มีอาการ สาเหตุ ความรุนแรง และการรักษาต่างกัน ได้แก่

        1. โรคเบาหวาน ชนิดพึ่งอินซูลิน (Insulin-dependent diabetes) เป็นชนิดที่พบได้น้อย แต่มีความรุนแรงและอันตรายสูง มักพบในเด็กและคนอายุต่ำกว่า 25 ปี แต่ก็อาจพบในคนสูงอายุได้บ้าง ตับอ่อนของผู้ป่วยชนิดนี้จะสร้างอินซูลินไม่ได้เลยหรือได้น้อยมาก เชื่อว่าร่างกายมีการสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นต่อต้านตับอ่อนของตัวเอง จนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ ดังที่เรียกว่า "โรคภูมิแพ้ต่อตัวเอง" (autoimmune) ทั้งนี้ เป็นผลมาจากความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ร่วมกับการติดเชื้อหรือการได้รับสารพิษจากภายนอก

        ดังนั้น ผู้ป่วย โรคเบาหวาน จึงจำเป็นต้องพึ่งพาการฉีดอินซูลินเข้าทดแทนในร่างกายทุกวัน จึงจะสามารถเผาผลาญน้ำตาลได้เป็นปกติ มิเช่นนั้น ร่างกายจะเผาผลาญไขมันจนทำให้ผ่ายผอมอย่างรวดเร็ว และถ้าเป็นุรนแรง จะมีการคั่งของสารคีโตน (Ketones) ของเสียที่เกิดจากการเผาผลาญไขมัน ซึ่งสารนี้จะเป็นพิษต่อระบบประสาท ทำให้ผู้ป่วยหมดสติและทำให้เสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว เรียกว่า "ภาวะคั่งสารคีโตน" หรือ "คีโตซิส" (Ketosis)

        2. โรคเบาหวาน ชนิดไม่พึ่งอินซูลิน (Non-insulin dependent diabetes) เป็นเบาหวานชนิดที่พบเห็นกันเป็นส่วนใหญ่ มีความุรนแรงน้อย มักพบในคนอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป แต่ก็อาจพบในเด็กหรือวัยหนุ่มสาวได้บ้าง โดยตับอ่อนของผู้ป่วยชนิดนี้ยังสามารถสร้างอินซูลินได้ แต่ไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย จึงทำให้มีน้ำตาลที่เหลือใช้กลายเป็นเบาหวานได้ บางครั้งถ้าระดับน้ำตาลสูงมาก ๆ ก็อาจต้องใช้อินซูลินฉีดเป็นครั้งคราว แต่ไม่ต้องใช้อินซูลินตลอดไป และผู้ป่วยมักไม่เกิดภาวะคีโตซิส เหมือนกับชนิดพึ่งอินซูลิน

อาการ โรคเบาหวาน 

        ผู้ป่วยจะมีอาการปัสสาวะบ่อย (และออกครั้งละมากๆ ) กระหายน้ำ ดื่มน้ำบ่อย หิวบ่อย หรือกินข้าวจุ อ่อนเพลีย บางคนอาจสังเกตว่าปัสสาวะมีมดขึ้น

        หากเป็นเบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน อาการต่างๆ มักเกิดขึ้นรวดเร็วร่วมกับน้ำหนักตัวที่ลดลงฮวบฮาบ ในช่วงระยะเวลาเพียงสัปดาห์หรือหนึ่งเดือน โดยในเด็กบางคนอาจมีอาการปัสสาวะรดที่นอนตอนกลางคืน

        สำหรับคนที่เป็นเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน อาการมักค่อยเป็นค่อยไป แบบเรื้อรัง ผู้ป่วยมักมีรูปร่างอ้วน หญิงบางคนอาจมาหาหมอด้วยอาการคันตามช่องคลอดหรือตกขาว ในรายที่เป็นไม่มาก อาจไม่มีอาการผิดปกติอย่างชัดเจน และตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจปัสสาวะหรือตรวจเลือดขณะที่ไปหาหมอด้วยโรคอื่น

        บางคนมีอาการคันตามตัว เป็นฝีบ่อย หรือเป็นแผลเรื้อรังรักษาหายยาก

        ผู้หญิงบางคนอาจคลอดทารกที่มีน้ำหนักมากกว่าธรรมดา หรืออาจเป็นโรคครรภ์เป็นพิษ หรือคลอดทารกที่เสียชีวิตแล้วโดยไม่ทราบสาเหตุ

        ในรายที่เป็นมานานโดยไม่ได้รับการรักษา อาจมาหาหมอด้วยภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ชาหรือปวดแสบปวดร้อนตามปลายมือปลายเท้า ตามัวลงทุกที หรือต้องเปลี่ยนแว่นสายตาบ่อยๆ ความดันโลหิตสูง เป็นต้น

อาการแทรกซ้อนของผู้ป่วย โรคเบาหวาน มีอะไรบ้าง

        อาการแทรกซ้อนต่างๆ มักจะเกิดเมื่อเป็นเบาหวานมานาน โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างจริงจัง หรือปล่อยปละละเลย ทั้งนี้ โรคแทรกซ้อนที่อาจพบได้ เช่น

        1. ตา อาจเป็นต้อกระจกก่อนวัย ประสาทตาหรือจอตา (retina) เสื่อม หรือเลือดออกในน้ำวุ้นลูกตา (vitreous hemorrhage) ทำให้มีอาการตามัวลงเรื่อยๆ หรือมองเห็นจุดดำลอยไปลอยมา และอาจทำให้ตาบอดในที่สุด

        2. ระบบประสาท ผู้ป่วยอาจเป็นปลายประสาทอักเสบ มีอาการชาหรือปวดร้อนตามปลายมือปลายเท้า ซึ่งอาจทำให้มีแผลเกิดขึ้นที่เท้าได้ง่าย (อาจลุกลามจนเท้าเน่า) บางคนอาจมีอาการวิงเวียนเนื่องจากมีภาวะความดันตกในท่ายืน บางคนอาจไม่มีความรู้สึกทางเพศ ท้องเดินตอนกลางคืนบ่อย หรือกระเพาะปัสสาวะไม่ทำงาน (กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หรือไม่มีแรงเบ่งปัสสาวะ)

        3. ไต มักจะเสื่อม จนเกิดภาวะไตวาย มีอาการ บวม ซีด ความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นสาเหตุการตายของผู้ป่วยเบาหวานที่พบได้ค่อนข้างบ่อย

        4. ผนังหลอดเลือดแดงแข็ง (atherosclerosis) ทำให้เป็นโรคความดันโลหิตสูง , อัมพาต , โรคหัวใจขาดเลือด ถ้าหลอดเลือดที่เท้าตีบแข็ง เลือดไปเลี้ยงเท้าไม่พอ อาจทำให้เท้าเย็นเป็นตะคริว หรือปวดขณะเดินมากๆ หรืออาจทำให้เป็นแผลหายยาก หรือเท้าเน่า (ซึ่งอาจเกิดร่วมกับการติดเชื้อ)

        5. เป็นโรคติดเชื้อได้ง่าย เนื่องจากภูมิต้านทานโรคต่ำ เช่น วัณโรคปอด, กระเพาะปัสสาวะอักเสบ, กรวยไตอักเสบ, ช่องคลอดอักเสบ, เป็นฝีพุพองบ่อย, เท้าเป็นแผลซึ่งอาจลุกลามจนเท้าเน่า (อาจต้องตัดนิ้วหรือตัดขา) เป็นต้น

        6. ภาวะคีโตซิส (Ketosis) พบเฉพาะในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน ที่ขาดการฉีดอินซูลินนานๆ ร่างกายจะมีการคั่งของสารคีโตน ซึ่งเกิดจากการเผาผลาญไขมัน ผู้ป่วยจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน กระหายน้ำอย่างมาก หายใจหอบลึก และลมหายใจมีกลิ่นหอม มีไข้ กระวนกระวาย มีภาวะขาดน้ำรุนแรง (ตาโบ๋ หนังเหี่ยว ความดันต่ำ ชีพจรเบาเร็ว) อาจมีอาการปวดท้อง ท้องเดิน ผู้ป่วยจะซึมลงเรื่อยๆ จนกระทั่งหมดสติ หากรักษาไม่ทันอาจตายได้

ข้อแนะนำในการดูแลตัวเองของผู้ป่วย โรคเบาหวาน

        1. เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องรักษาติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือตลอดชีวิต ซึ่งหากได้รับการรักษาอย่างจริงจัง อาจมีชีวิตเหมือนคนปกติได้ แต่ถ้ารักษาไม่จริงจังก็อาจมีอันตรายจากโรคแทรกซ้อนได้มาก

        2. ควบคุมอาหาร การลดน้ำหนัก (ถ้าอ้วน) และการออกกำลังกาย มีความสำคัญมาก ในรายที่เป็นไม่มาก ถ้าปฎิบัติในเรื่องเหล่านี้ได้ดี อาจหายจากเบาหวานได้โดยไม่ต้องพึ่งยา ทั้งนี้ ผู้ป่วยควรอาหารที่มีผลต่อโรค ดังต่อไปนี้

         ลดการกินน้ำตาล และของหวานทุกชนิด รวมทั้งผลไม้หวานและน้ำผึ้ง และควรเลิกกินน้ำหวาน น้ำอัดลม ขนมหวาน เหล้าเบียร์

         ลดการกินอาหารพวกแป้ง เช่น ข้าว ข้าวเหนียว ขนมปัง ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ วุ้นเส้น เผือก มัน เป็นต้น

         ลดอาการพวกไขมัน เช่น ของทอด ของมัน ขาหมู หมูสามชั้น อาหารหรือขนมที่ใส่กะทิ หันไปกินอาหารพวกโปรตีน เนื้อแดง ไข่ นม ถั่วต่างๆ รวมทั้งเพิ่มผักและผลไม้ที่ไม่หวานจัดให้มากขึ้น

         ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรหักโหม เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะ ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ รำมวยจีน เล่นโยคะ กายบริหาร เป็นต้น

        3. เลิกสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด มิเช่นนั้น อาจทำให้ผนังหลอดเลือดแดงแข็งเร็วขึ้น ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคแทรกซ้อนต่างๆ

        4. หมั่นดูแลรักษาเท้าเป็นพิเศษ ระวังอย่าให้เกิดบาดแผลหรือการอักเสบ เพราะอาจลุกลามจนกลายเป็นแผลเน่าจนต้องตัดนิ้วหรือขาทิ้ง 

        ควรล้างเท้าให้สะอาดด้วยสบู่ เช็ดให้แห้ง โดยเฉพาะตรงซอกเท้า อย่าถูแรงๆ

        เวลาตัดเล็บเท้า ควรตัดออกตรงๆ อย่าตัดโค้งหรือตัดถูกเนื้อ

        อย่าเดินเท้าเปล่า ระวังเหยียบถูกของมีคม หนาม หรือของร้อน

        อย่าสวมรองเท้าคับไป หรือใส่ถุงเท้ารัดแน่นเกินไป

        ถ้าเป็นหูดหรือตาปลาที่เท้า ควรให้แพทย์รักษา อย่าแกะหรือตัดออกเอง

        ถ้ามีตุ่มพอง มีบาดแผล หรือการอักเสบที่เท้าควรรีบไปให้แพทย์รักษา

        5. ผู้ป่วยที่กินยาหรือฉีดยารักษาเบาหวานอยู่ บางครั้งอาจเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ คือมีอาการใจหวิว ใจสั่น หน้ามืด ตาลาย เหงื่อออก ตัวเย็นเหมือนเวลาหิวข้าว ถ้าเป็นมากๆ อาจเป็นลม หมดสติ หรือชักได้ ดังนั้น จึงต้องระวังดูอาการดังกล่าว และควรพกน้ำตาลหรือของหวานติดตัวประจำ ถ้าเริ่มรู้สึกมีอาการดังกล่าวให้ผู้ป่วยรีบกินน้ำตาลหรือของหวาน จะช่วยให้หาย

        6. หมั่นตรวจปัสสาวะด้วยตัวเอง และตรวจเลือดที่โรงพยาบาลเป็นประจำ เพราะเป็นวิธีที่บอกผลการรักษาได้แน่นอนกว่าการสังเกตจากอาการเพียงอย่างเดียว

        7. อย่าซื้อยาชุดกินเอง เพราะยาบางอย่างอาจเพิ่มน้ำตาลในเลือดได้ แต่หากมีความจำเป็นต้องใช้ยาเองต้องแน่ใจว่า ยานั้นไม่มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด

        8. ควรมีบัตรประจำตัว (หรือกระดาษแข็งแผ่นเล็กๆ) ที่เขียนข้อความว่า "ข้าพเจ้าเป็นโรคเบาหวาน" พร้อมกับบอกชื่อยาที่รักษาพกติดกระเป๋าไว้ หากบังเอิญเป็นลมหมดสติ ทางโรงพยาบาลจะได้ทราบประวัติการเจ็บป่วยและให้การรักษาได้ทันท่วงที

        9. ป้องกันโรคนี้ด้วยการรู้จักกินอาหาร ลดของหวานๆ อย่าปล่อยตัวให้อ้วน หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ และทำจิตใจให้ร่าเริงเบิกบาน อย่าให้เครียดหรือวิตกกังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีญาติพี่น้องเป็นเบาหวาน ควรต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ และควรตรวจเช็คปัสสาวะหรือเลือดเป็นครั้งคราว เพราะหากพบเป็นเบาหวานในระยะเริ่มแรก จะสามารถควบคุมอาการของโรคได้


http://thaicarebody.blogspot.com

บิ๊กอาย(Big eyes)ถึงสวยก็เสี่ยง

         "ดวงตาเป็นอวัยวะสำคัญที่บอบบางที่สุด หากเกิดปัญหาขึ้นกับดวงตา และไม่รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องอาจถึงขั้นตาบอดได้..."

          การใส่คอนแทคเลนส์ในปัจจุบัน เราพบว่าไม่ใช่เพื่อการแก้ไขภาวะสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง แต่กำลังเป็นแฟชั่นของบรรดาสาว ๆ ในเอเชียที่หันมาใส่คอนแทคเลนส์สี หรือคอนแทคเลนส์ตาโต เพื่อความสวยงาม (Cosmetic contact lens) มากขึ้น

          คอนแทคเลนส์ (Contact Lens) เป็นวัสดุที่มีลักษณะใส สำหรับใส่ครอบบริเวณกระจกตาดำ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของลูกตา ดังนั้นการใส่คอนแทคเลนส์...ควรได้รับการตรวจตาจากจักษุแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญเสียก่อน เพื่อดูขนาดโค้งของเลนส์ที่ถูกต้องที่เหมาะกับตาของผู้ใส่ และมีข้อห้ามในการใช้สำหรับผู้ใส่หรือเปล่า

ทำความรู้จัก...คอนแทคเลนส์แฟชั่น

          ในอดีตคอนแทคเลนส์สีอาจนำมาใช้ในการช่วยลดความรู้สึกด้อยของผู้ป่วยที่มี ปัญหากับกระจกตา เช่น ใส่ปกปิดกระจกตาที่เป็นแผลเป็นสีขาวให้เป็นสีดำ มองเห็นคล้ายกระจกตาและม่านตาคนปกติหรือใช้ในผู้ป่วยที่ไม่มีม่านตา ให้สามารถสู้แสงแดดได้มากขึ้น

          ในช่วงเวลา 5- 6 ปีที่ผ่านมา กระแสการใช้คอนแทคเลนส์สี เพื่อความสวยงามแพร่กระจายมาจากประเทศเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ทำให้เป็นที่นิยมอย่างมากในประเทศไทย โดยอาจมีการระบายสีต่าง ๆ ลงบนผิวคอนแทคเลนส์ เช่น สีฟ้า สีเขียว หรือสีชมพู ให้เป็นรูปร่างคล้ายม่านตาหรือเป็นลวดลายต่างๆ ทำให้ใบหน้าดูแปลกตาขึ้นและเป็นจุดสนใจของผู้พบเห็น เป็นที่นิยมมากในหมู่วัยรุ่น

คอนแทคเลนส์สี VS คอนแทคเลนส์ตาโต

          คอนแทคเลนส์ตาโต คือ คอนแทคเลนส์สีชนิดหนึ่ง ที่มีการนำมาวาดบนผิวคอนแทคเลนส์ให้มีลักษณะรูปร่างคล้ายม่านตา แต่จะมีขนาดวงของสีโตกว่าขนาดกระจกตาดำปกติ และสีที่ทำจากวัสดุที่ให้ความแวววาวของสีมากขึ้น ทำให้ผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์ตาโต ทำให้แลดูเหมือนกระจกตาดำมีสีสันสดใส และมีขนาดของดวงตาดำโตขึ้นแต่ไม่ทำให้เปลือกตาเปิดโตได้มากขึ้นแต่อย่างใด

อันตรายจากคอนแทคเลนส์แฟชั่น

          ไม่ว่าจะคอนแทคเลนส์แฟชั่น หรือคอนแทคเลนส์ทั่วไปก็มีอันตรายต่อดวงตาทั้งนั้น เพราะอาจทำให้กระจกตาอักเสบเป็นหนองจากการใช้ที่ผิดวิธี การไม่รักษาความสะอาด หรือการใส่นอน ทำให้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่บริเวณกระจกตาและอาจลุกลามจนถึงขั้น ตาบอดได้ นอกจากนั้นการใส่คอนแทคเลนส์เป็นเวลานาน ๆ อาจทำให้เกิดภูมิแพ้ที่เปลือกตา (Giant papilla conjunctivitis) ทำให้เกิดการเคืองตา ตาแดง จนกระทั่งไม่สามารถทนการใส่คอนแทคเลนส์ได้

          ส่วนอันตรายที่เพิ่มขึ้นจากการใส่คอนแทคเลนส์แฟชั่นนั้น เนื่องจากมีการขายกันอย่างแพร่หลาย ทำให้ไม่มีการควบคุมคุณภาพวัสดุและราคา บางรายอาจทำให้เกิดการแพ้วัสดุที่ทำคอนแทคเลนส์ หรือสีที่นำมาระบายบนผิวคอนแทคเลนส์ ผู้ที่สนใจใส่คอนแทคเลนส์แฟชั่นจึงควรระมัดระวัง และซื้อคอนแทคเลนส์จากผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือ ที่มีการรับรองคุณภาพมาตรฐาน และใช้เฉพาะในกรณีที่จำเป็น รวมทั้งศึกษาวิธีการใช้และวิธีรักษาความสะอาดอย่างถูกวิธีด้วย

คอนแทคเลนส์


ผู้ที่ควรหลีกเลี่ยงการใช้คอนแทคเลนส์

           ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่นโรคเบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, โรคภูมิแพ้, โรคไซนัส เพราะจะทำให้ใส่คอนแทคเลนส์ไม่สบายตาและไม่ชัดได้ รวมไปถึงผู้ที่กำลังตั้งครรภ์

          ผู้ที่มีสุขภาพตาไม่ดี เช่น ผู้ที่มีการติดเชื้อที่ดวงตาบ่อย ๆ หรือผู้ที่มีประวัติภูมิแพ้โดยเฉพาะภูมิแพ้ที่ดวงตา, เป็นต้อลม, ต้อเนื้อ, ตาแดง, กระจกตาไม่ไวต่อความรู้สึก, ตาแห้ง, กะพริบตาครึ่งตา

          ผู้ที่ทำงานที่มีมลภาวะ เช่น ฝุ่นละอองมาก, ลมพัดแรงไอระเหยสารเคมีที่มีความร้อนสูง มลภาวะดังกล่าวจะทำให้ความสบายตาลดลงขณะใส่คอนแทคเลนส์ หรือคอนแทคเลนส์มีอายุการใช้งานสั้นลง เป็นต้น

          เด็กเล็กหรือผู้สูงอายุที่ช่วยตัวเองไม่ได้ เพราะคอนแทคเลนส์จะเน้นเรื่องการดูแลรักษาทำความสะอาด ดังนั้นผู้ใช้จะต้องเข้าใจการใช้งานและข้อควรระวังในการใช้งานเป็นอย่างดี


ข้อควรระวังในการใช้คอนแทคเลนส์

          ไม่ควรใส่คอนแทคเลนส์เกินวันละ 12 ชั่วโมง โดยในช่วงเวลาอื่นควรใส่แว่นแทน เนื่องจากหลังจากผ่านไป 12 ชั่วโมงจะเพิ่มโอกาสการติดเชื้อภายในดวงตา

          ห้ามใส่คอนแทคเลนส์นอนโดยเด็ดขาด การใส่คอนแทคเลนส์นอนจะทำให้กีดขวางการไหลเวียนของน้ำตาภายในดวงตา จึงทำให้บริเวณกระจกตาได้รับออกซิเจนน้อยลงส่งผลให้ดวงตาขาดออกซิเจนได้

          ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนสัมผัสคอนแทคเลนส์ และดวงตา

          ทำความสะอาดคอนแทคเลนส์ และกล่องใส่คอนแทคเลนส์ ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ หรือน้ำยาทำความสะอาดที่เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอและถูกต้องตามขั้นตอน และควรล้างคอนแทคเลนส์ทุกวัน ควรถูคอนแทคเลนส์ให้ทั่วด้วยปลายนิ้วประมาณ 10-20 ครั้ง การถูคอนแทคเลนส์จะช่วยลดการเกาะตัวของคราบโปรตีนและไขมันได้มากถึง 90-95% จึงช่วยให้คอนแทคเลนส์มีความใสและสบายตามากยิ่งขึ้น และยังช่วยลดโอกาสที่จะติดเชื้อภายในดวงตาได้อีกด้วย

          อย่าใช้น้ำประปา น้ำบาดาล น้ำเกลือที่ไม่ได้ฆ่าเชื้อ หรือน้ำลาย ในการล้างหรือทำความสะอาดคอนแทคเลนส์

          อย่าใส่คอนแทคเลนส์ขณะว่ายน้ำ

          อย่าใช้คอนแทคเลนส์ร่วมกับผู้อื่น

          ควรเปลี่ยนคอนแทคเลนส์ตามระยะเวลาที่กำหนดสำหรับคอนแทคเลนส์ชนิดนั้น ๆ และหลีกเลี่ยงการใช้ยาหยอดตาที่ไม่ได้รับการแนะนำโดยจักษุแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญในขณะใส่คอนแทคเลนส์

          ถ้ารู้สึกผิดปกติกับดวงตา เช่น ตาแดง เจ็บตา มีขี้ตา ตามัว ให้หยุดการใส่คอนแทคเลนส์โดยทันที ถ้าหลังหยุดพักการใส่คอนแทคเลนส์แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ควรไปปรึกษาแพทย์โดยทันที

          การนำสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในดวงตาถือเป็นเรื่องที่เสี่ยงอันตราย เนื่องจากดวงตาเป็นอวัยวะที่สำคัญที่บอบบางที่สุด หากเกิดปัญหาขึ้นกับดวงตา และไม่รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องอาจถึงขั้นตาบอดได้


http://thaicarebody.blogspot.com